บทที่ 2 อาณาเขตของราชสีห์
ความเงียบในโถงทางเดินแคบๆ ของตึกเรียนเก่าดูเหมือนจะทวีความกดดันขึ้นทุกวินาที อัตราการเต้นของหัวใจฉันรัวเร็วเสียจนกลัวว่าคนที่ยืนประชิดตัวอยู่จะสวมรอยได้ยิน สายตาของพี่อัคคีที่จดจ้องมาไม่ได้มีความล้อเล่นอยู่ในนั้นเลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาดูลึกล้ำ ดุดัน และแฝงไปด้วยความปรารถนาที่ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้าด้วยสายตา
"พี่อัคคี... ถอยไปเถอะค่ะ เดี๋ยวมีคนมาเห็น" ฉันพยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิงของตัวเองกลับมา น้ำเสียงที่เปล่งออกไปพยายามให้ดูแข็งกร้าว ทว่ามันกลับสั่นพร่าอย่างน่าสมเพช
"เห็นแล้วยังไง?" เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจ "พี่แคร์ที่ไหน ใครอยากมองก็มองไปสิ จะได้รู้กันให้ทั่วว่ารินลดาเป็นคนของพี่ ใครหน้าไหนก็ห้ามยุ่ง"
"แต่ฉันไม่ใช่คนของพี่!" ฉันสวนกลับทันควัน ความโกรธเริ่มตีตื้นขึ้นมาทับถมความกลัว "พี่มีสิทธิ์อะไรมาขีดเส้นกะเกณฑ์ชีวิตฉัน พี่เป็นมาเฟียหรือไงถึงชอบบังคับขู่เข็ญคนอื่นแบบนี้!"
คำว่า 'มาเฟีย' ที่ฉันหลุดปากออกไป ดูเหมือนจะทำให้ดวงตาคมกริบของเขาวูบไหวไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นประกายความขบขันที่แสนอันตราย เขาก้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกโด่งเป็นสันแทบจะชนกับจมูกของฉัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือด้วยกลิ่นมินต์และนิโคตินจางๆ รินรดลงบนริมฝีปากฉัน
"ถ้าพี่บอกว่าเป็น... แล้วเธอจะกลัวพี่ไหมล่ะ รินลดา"
คำถามนั้นไม่ใช่ประโยคบอกเล่าธรรมดา แต่มันแฝงไปด้วยความจริงจังบางอย่างที่ทำให้สันหลังของฉันชาวาบ ฉันกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหนี เพราะข้อมือทั้งสองข้างยังคงถูกมือใหญ่ของเขารวบตรึงไว้เหนือศีรษะ
"ปล่อยฉันเถอะค่ะ... ฉันมีเรียนจริงๆ" ฉันเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนลงเมื่อรู้ว่าการต่อต้านผู้ชายตรงหน้าด้วยกำลังไม่ใช่ทางออกที่ดี การแข็งข้อกับอัคคีมีแต่จะทำให้เขาสนุกกับการต้อนให้ฉันจนมุมมากขึ้น
เขานิ่งมองใบหน้าที่ตื่นตระหนกของฉันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ คลายแรงบีบที่ข้อมือออก แต่ยังไม่ยอมปล่อยให้ฉันเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ นิ้วหัวแม่มือของเขาไล้เบาๆ บนผิวอ่อนนุ่มตรงข้อมือของฉัน สัมผัสสากระคายจากฝ่ามือที่ผ่านการจับเครื่องมือช่างและอาวุธทำให้ฉันรู้สึกสะท้านไปทั้งร่าง
"วันนี้พี่จะปล่อยไปก่อน" น้ำเสียงของเขากลับมาทุ้มต่ำและราบเรียบ "ตั้งใจเรียนล่ะ เลิกเรียนแล้วมารอพี่ที่หน้าตึก เดี๋ยวพี่มารับไปกินข้าว"
"ฉันไปเองได้..."
"นี่คือคำสั่ง ไม่ใช่ประโยคขอร้อง" เขาตัดบทเสียงเฉียบขาด ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในตาฉันเพื่อตอกย้ำว่าเขาเอาจริง "ถ้าตอนเย็นพี่ขับรถมาแล้วไม่เจอเธอ... เธอคงรู้นะว่าพี่จะตามไปพังประตูหอพักเธอแน่ๆ รินลดา"
พูดจบ เขาก็ปล่อยมือฉันอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ในชุดนักศึกษาที่หลุดลุ่ยเดินล้วงกระเป๋าจากไป ทิ้งให้ฉันยืนหอบหายใจพิงล็อกเกอร์ราวกับคนเพิ่งรอดพ้นจากการจมน้ำ
กลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้ของเขายังคงอวลอยู่ในอากาศรอบตัว คอยย้ำเตือนว่าผู้ชายที่ชื่ออัคคีได้ก้าวล้ำเข้ามาในอาณาเขตส่วนตัวของฉันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว... และเขาจะไม่มีวันยอมก้าวออกไปง่ายๆ
"ริน! แกไปทำอะไรมา ทำไมหน้าซีดเป็นไก่ต้มแบบนั้น แถมยังมาสายอีก ปกติแกเป๊ะเรื่องเวลาจะตาย"
ทันทีที่ฉันก้าวเข้ามาในห้องเลคเชอร์ที่แอร์เย็นเฉียบ 'ข้าวหอม' เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของฉันในมหาวิทยาลัยก็รีบดึงแขนฉันให้นั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ พร้อมกับยิงคำถามใส่เป็นชุด
ฉันทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรง วางกระเป๋าผ้าใบเก่งลงบนโต๊ะ ก่อนจะฟุบหน้าลงกับแขนตัวเอง "โดนดักรอน่ะสิ"
"หืม? โดนดักรอ? ใครดักรอแก... อย่าบอกนะว่า..." ข้าวหอมเบิกตากว้าง เอามือทาบอกพร้อมกับทำหน้าตื่นเต้นสุดขีด "พี่อัคคี วิศวะปีสี่คนนั้นน่ะเหรอ! กรี๊ดดด ริน! แกทำบุญด้วยอะไรเนี่ย เดือนมหาลัยตามจีบเชียวนะเว้ย แถมพี่เขายังหล่อ รวย ดิบเถื่อน สเปกพระเอกนิยายชัดๆ!"
"สเปกพระเอกนิยายบ้าบออะไรล่ะ นี่มันชีวิตจริงนะข้าว!" ฉันเงยหน้าขึ้นมาแหวใส่เพื่อนรักด้วยความหงุดหงิด "พี่เขาน่ากลัวจะตายไป เอาแต่ใจก็ที่หนึ่ง บังคับขู่เข็ญเก่งยิ่งกว่าพวกทวงหนี้นอกระบบอีก แกไม่มาโดนเองแกไม่รู้หรอกว่ามันอึดอัดแค่ไหน ที่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนทำความผิดตลอดเวลา"
ข้าวหอมทำหน้ามุ่ย "แต่พี่เขาก็ชัดเจนกับแกคนเดียวนะริน ตั้งแต่พี่เขาประกาศกร้าวว่าตามจีบแก พวกผู้หญิงที่เคยมาหาเรื่องแกเพราะหมั่นไส้ก็หายหัวไปหมดเลย พวกผู้ชายที่เคยตามตื๊อแกก็หัวหดกันเป็นแถว... ฉันว่ามีพี่อัคคีคอยคุ้มครองมันก็ดีออก เหมือนมีบอดี้การ์ดส่วนตัวระดับวีไอพี"
"ฉันไม่ได้ต้องการบอดี้การ์ด ฉันต้องการชีวิตที่สงบสุขต่างหาก" ฉันถอนหายใจยาว พลางหยิบไอแพดขึ้นมาเตรียมจดเลคเชอร์เมื่อเห็นอาจารย์เดินเข้ามาในห้อง "แล้วเย็นนี้พี่เขาก็บังคับให้ฉันไปรอหน้าตึกอีก บอกว่าจะมารับไปกินข้าว ถ้าหนีเขาขู่ว่าจะไปพังประตูหอฉัน"
"บ้าไปแล้ว! โรแมนติกปนสยองขวัญเวอร์!" ข้าวหอมหัวเราะคิกคัก "แล้วแกจะทำยังไง จะหนีไหม?"
"หนีพ้นที่ไหนล่ะ" ฉันบ่นอุบอิบในลำคอ นึกถึงสายตาเอาจริงของเขาเมื่อเช้าแล้วก็อดขนลุกไม่ได้ "ฉันไม่อยากให้ป้าเจ้าของหอมาด่าฉันเพราะมีคนไปพังประตูห้องหรอกนะ"
ตลอดระยะเวลาสามชั่วโมงของการนั่งฟังเลคเชอร์วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค สมองของฉันแทบไม่รับรู้ข้อมูลอะไรเลย ตัวหนังสือบนจอโปรเจกเตอร์ดูพร่ามัวไปหมด ในหัวของฉันมีแต่ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจของพี่อัคคีลอยวนเวียนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สัมผัสอุ่นวาบที่ข้อมือยังคงตราตรึงราวกับถูกนาบด้วยเหล็กเผาไฟ
ทำไมเขาถึงต้องมายึดติดกับผู้หญิงจืดชืดธรรมดาๆ อย่างฉัน?
ในมหาวิทยาลัยนี้มีผู้หญิงสวยๆ รวยๆ มากมายที่พร้อมจะถวายตัวและหัวใจให้เขาทันทีที่เขาปรายตามอง มีดาวคณะมากมายที่พยายามทอดสะพานให้เขาทุกวัน แต่เขากลับปฏิเสธทุกคนอย่างไร้เยื่อใย แล้วพุ่งเป้ามาที่ฉัน... คนที่พยายามวิ่งหนีเขาแทบเป็นแทบตาย
“ยิ่งเธอหนี พี่ก็ยิ่งอยากตาม”
ประโยคนั้นของเขาดังก้องขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ฉันกัดริมฝีปากตัวเองแน่น... หรือว่าสำหรับเขา ฉันก็เป็นแค่ 'ของเล่น' ชิ้นใหม่ที่วิ่งหนีได้ เป็นแค่เหยื่อที่ทำให้สัญชาตญาณนักล่าของเขาตื่นตัว? ถ้าวันหนึ่งเขาจับฉันได้สำเร็จ ทำให้ฉันยอมศิโรราบได้ เขาจะเบื่อและโยนฉันทิ้งเหมือนของไร้ค่าหรือเปล่า?
ความตระหนกและหวาดหวั่นก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบงัน ฉันไม่กล้าเอาหัวใจตัวเองไปเสี่ยงกับผู้ชายที่อันตรายและคาดเดาไม่ได้อย่างเขาเด็ดขาด!
ช่วงพักเที่ยง โรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัยคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาจากหลากหลายคณะ เสียงพูดคุยจอแจดังระงมแข่งกับเสียงตะหลิวของแม่ค้า ฉันกับข้าวหอมเดินวนหาโต๊ะว่างอยู่นานกว่าจะได้ที่นั่งหลบมุมอยู่ใกล้กับเสาต้นใหญ่
"ริน แกกินข้าวมันไก่ไหม เดี๋ยวฉันไปต่อแถวซื้อให้ แกเฝ้าโต๊ะไว้นะ ห้ามลุกไปไหนเด็ดขาด โต๊ะหายากยิ่งกว่าทองอีกตอนนี้" ข้าวหอมสั่งกำชับก่อนจะรีบวิ่งพุ่งตรงไปยังร้านข้าวมันไก่เจ้าอร่อย
ฉันพยักหน้ารับ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถหน้าจอแก้เบื่อ แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดแอปพลิเคชันใดๆ เสียงฮือฮาและเสียงกรี๊ดเบาๆ ของกลุ่มนักศึกษาหญิงโต๊ะข้างๆ ก็ดังขึ้น ทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของพวกเธอ
แล้วหัวใจของฉันก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ที่หน้าประตูทางเข้าโรงอาหาร กลุ่มนักศึกษาชายร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มประมาณสี่ห้าคนกำลังเดินเข้ามา พวกเขาคือกลุ่มทรงอิทธิพลที่สุดของคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคนที่เดินนำหน้าสุด โดดเด่นที่สุด จนทำให้บรรยากาศรอบข้างดูหมองลงไปถนัดตา... ก็คือ 'อัคคี'
วันนี้เขาไม่ได้ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวหลุดลุ่ยเหมือนเมื่อเช้า แต่เขาสวมเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มทับเสื้อยืดสีดำด้านใน แขนเสื้อถูกถลกขึ้นมาถึงข้อศอกเผยให้เห็นรอยสักรูปเปลวเพลิงที่พันธนาการด้วยโซ่ตรวนบริเวณท่อนแขนแกร่ง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงไร้รอยยิ้ม นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ โรงอาหารราวกับราชสีห์ที่กำลังสำรวจอาณาเขตของตน
"เชี่ยยย กลุ่มพี่อัคคีมาทำอะไรที่โรงอาหารกลางวะ ปกติพวกวิศวะไม่เคยเฉียดมาแถวนี้เลยนะเว้ย" เสียงกระซิบกระซาบดังมาจากโต๊ะข้างๆ "มาหาใครหรือเปล่า... แกดูสิ พี่เขามองหาใครอยู่น่ะ"
ฉันรีบก้มหน้าลงแทบจะชิดกับโต๊ะ หยิบหนังสือเรียนเล่มหนาขึ้นมาตั้งบังหน้าตัวเองไว้ สวดมนต์ภาวนาในใจขอให้เขาจำฉันไม่ได้ ขอให้เขาเดินผ่านไป ขอให้เขาแค่มาหาข้าวกินเฉยๆ
แต่ดูเหมือนพระเจ้าจะไม่เข้าข้างคนอย่างฉันเลย
ตึก... ตึก... ตึก... เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นกระเบื้องดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จังหวะการเดินที่หนักแน่นและทรงพลังนั้นหยุดลงตรงหน้าโต๊ะของฉันพอดี อากาศรอบตัวเย็นเฉียบลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับกลิ่นหอมเย็นๆ ของน้ำหอมผสมกลิ่นนิโคตินที่ฉันจำได้ดี
ปึก!
แก้วพลาสติกใสบรรจุ 'โกโก้เย็น' ปั่นละเอียดแบบที่ฉันชอบกินเป็นประจำ ถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้าฉันอย่างแรงจนน้ำแข็งกระฉอกออกมาเล็กน้อย
ฉันค่อยๆ เลื่อนหนังสือที่บังหน้าอยู่ออกช้าๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋ามองลงมาที่ฉันด้วยแววตาเรียบเฉย ท่ามกลางสายตาของคนนับร้อยในโรงอาหารที่กำลังจับจ้องมาที่เราเป็นตาเดียว
"พี่บอกแล้วไงว่าตอนเที่ยงจะมาหา" อัคคีเอ่ยเสียงเรียบ แต่ดังกังวานพอที่จะทำให้คนที่แอบฟังอยู่ได้ยินชัดเจน "ทำไมไม่ตอบไลน์"
"ไลน์? ไลน์อะไร ฉันไม่เห็นมี... " ฉันชะงักไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานฉันเพิ่งบล็อกเบอร์และบล็อกไลน์ของเขาไปหลังจากที่เขากระหน่ำส่งข้อความมาก่อกวนตอนฉันกำลังทำการบ้าน
มุมปากของอัคคีกระตุกขึ้นเล็กน้อย เขาดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างถือวิสาสะ โดยมีเพื่อนๆ ของเขายืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังราวกับบอดี้การ์ด
"อ้อ สงสัยโทรศัพท์พี่จะเสีย ส่งข้อความไปตั้งเยอะแต่ไม่ขึ้นว่าอ่าน" เขาแสร้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่สายตาที่จ้องมานั้นราวกับกำลังขู่กรรโชก "กินซะ โกโก้ปั่นร้านโปรดของเธอ พี่ไปต่อแถวซื้อมาให้เลยนะ"
ฉันมองแก้วโกโก้ปั่นตรงหน้า สลับกับมองใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของเขา ความอับอายและความกดดันจากการตกเป็นเป้าสายตาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
"พี่อัคคี... ทำแบบนี้ทำไมคะ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่อยากเป็นเป้าสายตา" ฉันกดเสียงต่ำกระซิบลอดไรฟัน พยายามควบคุมอารมณ์ที่กำลังเดือดปุดๆ
"ก็ให้พวกมันรู้ไปเลยไง ว่าโต๊ะนี้มีเจ้าของแล้ว... และคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็มีเจ้าของแล้วเหมือนกัน" เขาตอบหน้าตาย พลางยื่นมือข้ามโต๊ะมาไล้ปลายนิ้วลงบนแก้มของฉันแผ่วเบา สัมผัสที่คาดไม่ถึงทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัวและรีบผงะหนี
"พี่อัคคี!" ฉันแหวเสียงดังลืมตัว
"ไอ้คี มึงเบาๆ หน่อย น้องรินเขาตกใจหมดแล้วมึงเห็นไหม" เสียงของ 'พี่วิน' เพื่อนสนิทหน้าตี๋ของอัคคีเอ่ยแทรกขึ้นมาพลางหัวเราะร่วน "น้องรินครับ อย่าไปถือสาไอ้หมาบ้านี่เลยนะ มันเพิ่งเคยจีบสาวครั้งแรกก็เลยรุนแรงไปหน่อย ช่วงนี้มันเป็นบ้า นั่งเรียนอยู่ดีๆ ก็ลุกพรวดพราดบอกจะไปซื้อโกโก้ปั่นให้เมีย เอ้ย! ให้อนาคตแฟน"
"ไอ้วิน มึงหุบปากไปเลย" อัคคีหันไปตวาดเพื่อนด้วยสายตาดุดัน ก่อนจะหันกลับมามองฉัน สายตาของเขาอ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงความดื้อรั้นเอาไว้ "กินซะ รินลดา ถ้าน้ำแข็งละลายหมด พี่จะซื้อมาให้ใหม่จนกว่าเธอจะยอมกิน"
ฉันกัดริมฝีปากแน่น มองการกระทำที่แสนจะเผด็จการแต่กลับแฝงไปด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเขา... เขาจำได้แม้กระทั่งว่าฉันชอบกินโกโก้ปั่นร้านไหน และต้องสั่งหวานน้อยแค่ไหน
ท่ามกลางสายตาของคนนับร้อย ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่เริ่มดังขึ้น ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกตาข่ายที่มองไม่เห็นรัดรึงเอาไว้แน่นหนาขึ้นเรื่อยๆ
ข้าวหอมที่ถือจานข้าวมันไก่สองจานเดินกลับมาถึงโต๊ะพอดี ทันทีที่เห็นกลุ่มของพี่อัคคียืนล้อมโต๊ะอยู่ เธอก็อ้าปากค้าง ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นรูปปั้น
"ฝากดูแลรินลดาด้วยนะน้อง" อัคคีหันไปพูดกับข้าวหอมเสียงเรียบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาก้มลงมากระซิบที่ข้างหูฉันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ขนลุกซู่
"อย่าลืมนะรินลดา... เลิกเรียนแล้วมารอพี่หน้าตึก ถ้าหนี... คืนนี้พี่จะไปนอนเฝ้าหน้าห้องเธอแน่"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินนำกลุ่มเพื่อนออกไปจากโรงอาหาร ทิ้งให้ฉันนั่งหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและความอาย ผสมปนเปกับความสั่นไหวในหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ
ฉันมองแก้วโกโก้ปั่นตรงหน้าที่หยดน้ำเกาะพราวข้างแก้ว มือที่สั่นเทาเล็กน้อยค่อยๆ เอื้อมไปจับหลอดแล้วดูดเครื่องดื่มรสชาติเข้มข้นนั้นเข้าปาก... หวานน้อย... เข้มข้น... อร่อยอย่างที่ฉันชอบพอดีเป๊ะ
บ้าจริง...
ฉันหลับตาลงอย่างพ่ายแพ้ รู้ตัวดีว่ากำแพงที่สร้างไว้กำลังถูกรอยร้าวเล็กๆ กัดกินทีละน้อย การวิ่งหนีผู้ชายที่ชื่ออัคคี... ดูเหมือนจะยากกว่าที่ฉันคิดไว้เป็นร้อยเท่าเสียแล้ว.
